เกี่ยวกับ AdCheck
เครื่องมือช่วยคัดกรองโฆษณาคลินิกด้วย AI เพื่อให้ทีมการตลาดตรวจสอบเนื้อหาให้สอดคล้องกับมาตรา 38 และแนวทาง สบส. ได้ง่ายและมั่นใจขึ้น ก่อนเผยแพร่จริงทุกครั้ง
เครื่องมือที่เกิดจากปัญหาจริงของคลินิกและเอเจนซี่โฆษณา
ทุกวันนี้ทีมการตลาดของคลินิกและเอเจนซี่โฆษณาต้องตรวจสอบข้อความ ภาพ และวิดีโอโฆษณาด้วยสายตาตนเอง เทียบกับมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และแนวทางคำต้องห้ามของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งมีการปรับปรุงรายการคำต้องห้ามอยู่เสมอ ล่าสุดคือฉบับปี 2569 ทำให้แม้แต่ทีมที่ระมัดระวังที่สุด ก็ยังพลาดใช้คำอย่าง “เก่งที่สุด” “การันตีด้วยรางวัล” หรือ “หายขาด 100%” โดยไม่รู้ตัว และบางครั้งกว่าจะรู้ว่าผิด โฆษณาก็เผยแพร่ออกไปแล้วและถูกดำเนินการภายหลัง
เราจึงพัฒนา AdCheck ให้เป็น AI ที่ช่วยวิเคราะห์ภาพ วิดีโอ และข้อความโฆษณาอย่างรวดเร็ว จำแนกความเสี่ยงตาม 3 หมวดที่ สบส. ใช้จริง คือ โอ้อวดเกินจริง ไม่เหมาะสม และทำให้เข้าใจผิด พร้อมอธิบายเหตุผลอ้างอิงตัวบทกฎหมาย และแนวทางฉบับล่าสุดอย่างชัดเจน เพื่อให้ทีมการตลาดโพสต์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยยังคงต้องยื่นขออนุมัติกับ สบส. ตามขั้นตอนปกติ

ทุกจุดที่เราแจ้งเตือน อ้างอิงจากเอกสารที่เปิดอ่านได้
AdCheck ไม่ได้ให้ AI ตัดสินจากความรู้ทั่วไป แต่โหลดตัวบทกฎหมาย ประกาศ และคู่มือของหน่วยงานที่กำกับดูแลจริงเข้าไปเป็นฐานความรู้ แล้วเทียบข้อความในโฆษณาของคุณกับเอกสารเหล่านั้น ผลตรวจแต่ละจุดจึงระบุได้ว่ามาจากกฎข้อไหน — และคุณกดเปิดอ่านต้นฉบับได้เองทุกฉบับ
กฎหมายแม่บท · ราชกิจจานุเบกษา
เอกสารทางการตัวบทที่ใช้เป็นฐานของการตรวจทุกครั้ง มาตรา 38 คือข้อห้ามโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และมาตรา 39 คืออำนาจสั่งระงับโฆษณา
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
เอกสารทางการหน่วยงานที่พิจารณาอนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลโดยตรง เอกสารกลุ่มนี้กำหนดว่าคำแบบไหนผ่าน คำแบบไหนไม่ผ่าน
แพทยสภา
เอกสารทางการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยตรง มีผลแม้โฆษณานั้นจะผ่านเกณฑ์ของสถานพยาบาลแล้วก็ตาม
- ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549แพทยสภาใช้ตรวจ: หมวดการโฆษณา (ข้อ 8-14 และ 36) การใช้ตำแหน่งและคำรับรอง
- ประกาศแพทยสภา ที่ 39/2567แพทยสภาใช้ตรวจ: การโฆษณาด้านเสริมความงามของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- ประกาศแพทยสภา ที่ 17/2569 (ฉบับแก้ไข)ราชกิจจานุเบกษาใช้ตรวจ: ฉบับปรับปรุงล่าสุดของประกาศ 39/2567
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
เอกสารทางการใช้เมื่อโฆษณาพูดถึงผลิตภัณฑ์ — เครื่องมือแพทย์ อาหาร อาหารเสริม หรือเครื่องสำอาง ซึ่งมีระบบขออนุญาตแยกจากสถานพยาบาล
- ประกาศ อย. เรื่องใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2564ราชกิจจานุเบกษาใช้ตรวจ: การอ้างสรรพคุณเครื่องมือแพทย์และเลขใบอนุญาต ฆพ.
- ประกาศ อย. หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564กองอาหาร อย.ใช้ตรวจ: การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารและอาหารเสริม
- การอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ VS การอนุญาตโฆษณาอย.ใช้ตรวจ: ความต่างระหว่างเลข อย. กับใบอนุญาตโฆษณา ซึ่งมักถูกใช้สลับกัน
แหล่งประกอบและการรายงานข่าว
ใช้ประกอบ ไม่ใช่ฐานตัดสินใช้ติดตามความเคลื่อนไหวและตรวจสอบว่ามีประกาศใดเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ใช้เป็นฐานตัดสินผลการตรวจโดยตรง
วิธีที่เราใช้เอกสารเหล่านี้
- โหลดเข้าฐานความรู้โดยตรง — ตัวบทและประกาศถูกเก็บเป็นข้อความเต็มในระบบ ไม่ได้ให้ AI จำเอาเอง ทีมงานเป็นผู้เพิ่มและปรับปรุงเมื่อมีประกาศใหม่
- อ้างอิงกลับได้ทุกจุด — ผลตรวจแต่ละบรรทัดจะระบุว่าเข้าข่ายกฎข้อใด เพื่อให้คุณตรวจสอบย้อนกลับกับต้นฉบับได้เอง ไม่ต้องเชื่อคำตอบของ AI อย่างเดียว
- ครอบคลุมมากกว่าที่แสดงในหน้านี้ — ฐานความรู้ยังรวมพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ภาพและข้อมูลคนไข้ และกฎกระทรวงของ สคบ. ว่าด้วยข้อความโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
- กฎหมายเปลี่ยน เราปรับตาม — เมื่อมีประกาศฉบับใหม่ เช่น ประกาศแพทยสภา 17/2569 ที่แก้ไขฉบับ 39/2567 ฐานความรู้จะถูกปรับให้ตรงกับฉบับที่ใช้บังคับอยู่
ปัจจุบันอ้างอิงจากเอกสาร 13 ฉบับจาก 4 หน่วยงานกำกับดูแล · ลิงก์ทั้งหมดชี้ไปยังเว็บไซต์ต้นทางของหน่วยงานนั้นโดยตรง ไม่ใช่สำเนาที่เราทำขึ้นเอง · AdCheck เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่การอนุมัติโฆษณาตามกฎหมาย และไม่ใช่การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย สถานพยาบาลยังต้องยื่นขออนุมัติกับ สบส. ก่อนเผยแพร่จริงทุกครั้ง
ทำไมต้อง AdCheck
วิเคราะห์เทียบกับมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และแนวทางคำต้องห้ามฉบับล่าสุดของ สบส. ไม่ใช่การเดาแบบทั่วไป
ดูแหล่งอ้างอิงทั้งหมด →อัปโหลดภาพ วิดีโอ หรือข้อความแล้วรอผลตรวจได้ในเวลาไม่นาน ไม่ต้องรอผู้เชี่ยวชาญตรวจด้วยตนเองทีละภาพ
AI ช่วยตรวจโฆษณาให้คุณ ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง
ทีมการตลาดส่วนใหญ่ยังตรวจสอบโฆษณาด้วยสายตาและประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งใช้เวลานานและมีโอกาสพลาดคำต้องห้าม ที่ สบส. ปรับปรุงอยู่เสมอ ตัวอย่างด้านล่างคือการทำงานจริงของเทคโนโลยี AI เมื่อวิเคราะห์ข้อความโฆษณาหนึ่งชิ้น แบบเรียลไทม์ พร้อมจำแนกความเสี่ยงและอ้างอิงข้อกฎหมายอย่างชัดเจน — หลักการเดียวกันนี้ใช้วิเคราะห์ภาพและ วิดีโอโฆษณาด้วยเช่นกัน
เข้าข่ายคำโอ้อวดเกินจริงตามแนวทางคำต้องห้ามฉบับปรับปรุงล่าสุด
อยู่ในรายชื่อคำต้องห้ามของ สบส. เช่นเดียวกับ “เก่งที่สุด”
ไม่มีการรักษาใดรับประกันผลได้แน่นอน เข้าข่ายทำให้เข้าใจผิด
เป็นการแจ้งโปรโมชันราคาที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ใช้ได้
อ้างอิง: แนวทางคำต้องห้ามฉบับปรับปรุงปี 2569 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
หากไม่ใช้ AdCheck คุณอาจต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้
ปี 2569 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เพิ่งอัปเดตรายการคำต้องห้าม และอยู่ระหว่างพิจารณาระเบียบ “รางวัลนำจับ” ให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสโฆษณาผิดกฎหมาย ความเสี่ยงต่อไปนี้จึงสูงกว่าที่หลายคลินิกและเอเจนซี่เข้าใจ
หากเนื้อหาขัดมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 สบส. มีอำนาจสั่งระงับหรือให้ลบโฆษณาได้ทันที แม้จะเผยแพร่ไปแล้ว และในกรณีร้ายแรงอาจสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราวสูงสุด 15 วัน
โฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาตมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากเป็นข้อความเท็จหรือโอ้อวดเกินจริง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะระงับโฆษณา
ลูกค้าและสังคมอาจมองว่าแบรนด์ไม่น่าเชื่อถือ และหากผู้ประกอบวิชาชีพเป็นผู้โฆษณาเอง สบส. จะส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพพิจารณาโทษเพิ่มเติมตั้งแต่การกระทำผิดครั้งแรก
ต้องดึงโฆษณาออกกะทันหันและผลิตเนื้อหาใหม่ทั้งหมด ทำให้เสียทั้งเวลา งบประมาณ และกำหนดการแคมเปญที่วางแผนไว้
สบส. ใช้บันไดโทษ: ผิดครั้งแรกปรับ 25% ของเพดานสูงสุด (5,000 บาท) ครั้งที่ 2 ปรับ 50% (10,000 บาท) ครั้งที่ 3 ปรับ 75% (15,000 บาท) และครั้งที่ 4 ส่งดำเนินคดีอาญาทันที
สบส. อยู่ระหว่างพิจารณาระเบียบ “รางวัลนำจับ” เพื่อจูงใจให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสโฆษณาผิดกฎหมาย ทำให้โอกาสถูกตรวจพบไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป
ข้อมูลอ้างอิงจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.): มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และแนวทางคำต้องห้ามฉบับปรับปรุงปี 2569